เว็บไซต์เดิม
Datacenter
คลังข้อมูล
long term care
cok pit
HDC

3/59 : “กรมควบคุมโรค” ห่วงปัญหาการจมน้ำและไฟฟ้าดูดในช่วงน้ำท่วม หลังพบผู้เสียชีวิตเกือบครึ่งเป็นเด็กเล็ก แนะยึดหลัก “3 ห้าม 2 ให้” ป้องกันการจมน้ำ
7 ธันวาคม 2559 14:32    ประกาศทั่วไป    โรงพยาบาลบึงโขงหลง    อ่าน 267  

ที่มา : เว็บไซต์กระทรวงสาธารณสุข
ภาพประกอบจากแฟ้มภาพ
แนะเฝ้าระวังการจมน้ำและไฟดูด thaihealth
แฟ้มภาพ
“กรมควบคุมโรค” ห่วงปัญหาการจมน้ำและไฟฟ้าดูดในช่วงน้ำท่วม หลังพบผู้เสียชีวิตเกือบครึ่งเป็นเด็กเล็ก แนะยึดหลัก “3 ห้าม 2 ให้” ป้องกันการจมน้ำ
นายแพทย์เจษฎา โชคดำรงสุข อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า ในช่วงนี้หลายจังหวัดในภาคใต้เกิดน้ำท่วมและน้ำป่าไหลหลาก ทำให้เกิดความเสียหายทั้งทรัพย์สินและชีวิต สำหรับภัยสุขภาพที่สำคัญที่ต้องระมัดระวังในช่วงน้ำท่วมคือการจมน้ำและไฟฟ้าดูด ซึ่งในพื้นที่ดังกล่าวก็มีผู้เสียชีวิตแล้ว โดยเฉพาะปัญหาเด็กจมน้ำ จากข้อมูลของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กระทรวงมหาดไทย และสำนักสาธารณสุขฉุกเฉิน กระทรวงสาธารณสุข พบว่าสถานการณ์อุทกภัย วาตภัยและน้ำป่าไหลหลาก ในพื้นที่ภาคใต้ ตั้งแต่วันที่ 1-6 ธันวาคม 2559 พบว่ามีผู้เสียชีวิต 14 ราย ใน 5 จังหวัด ได้แก่ นครศรีธรรมราช (5 ราย) สุราษฎร์ธานี (3 ราย) สงขลา พัทลุง และปัตตานี จังหวัดละ 2 ราย แยกเป็นชาย 10 ราย หญิง 4 ราย ในจำนวนนี้เป็นเด็ก 6 ราย (อายุ 5-6 ปี) สาเหตุส่วนใหญ่ในเบื้องต้นของเด็กเกิดจากการลงไปเล่นน้ำและถูกน้ำพัด 5 ราย และพลัดตกน้ำ 1 ราย ส่วนในกลุ่มผู้ใหญ่ เกิดจากการออกไปหาปลา(5 ราย) พลัดตกน้ำ (2 ราย) และเรือล่ม (1 ราย)
สำหรับคำแนะนำประชาชนที่อาศัยในพื้นที่น้ำท่วมและน้ำป่าไหลหลาก ดังนี้ 1.ติดตามข้อมูลสภาพอากาศ ประกาศแจ้งเตือนภัยอย่างใกล้ชิด และปฏิบัติตามคำเตือนอย่างเคร่งครัด 2.จัดเตรียมเครื่องใช้ที่จำเป็นไว้ใช้ในช่วงน้ำท่วม โดยเฉพาะเครื่องอุปโภคบริโภค น้ำดื่มสะอาด ยารักษาโรค เป็นต้น รวมถึงเอกสารสำคัญ เช่น บัตรประชาชน ทะเบียนบ้าน เก็บไว้ในถุงพลาสติกหรือซองกันน้ำ 3.เตรียมวัสดุที่สามารถลอยน้ำได้ เช่น แกลลอนพลาสติก ขวดน้ำพลาสติก ลูกมะพร้าว ยางในรถยนต์ สำหรับใช้ยึดเกาะพยุงตัวขณะลุยน้ำท่วม
ทั้งนี้ หากอยู่ในบริเวณที่มีน้ำท่วมหรือจะเดินทางไปในบริเวณที่มีน้ำท่วม ควรยึดหลัก “3 ห้าม 2 ให้” เพื่อป้องกันการจมน้ำ ดังนี้ 3 ห้าม คือ 1)ห้ามหาปลา/เก็บผัก ในช่วงน้ำไหลหลาก 2)ห้ามดื่มสุราแล้วลงเล่นน้ำ และ 3)ห้ามเด็กเล็กลงเล่นน้ำ เพราะน้ำอาจไหลแรงทำให้เด็กพลัดตกหรือถูกน้ำพัดได้ ส่วน 2 ให้ คือ 1) ให้สวมเสื้อชูชีพ (หรือนำอุปกรณ์ที่ลอยน้ำได้ติดตัวไปด้วย เช่น ถังแกลลอน/ขวดน้ำพลาสติกเปล่าปิดฝา) และ 2) ให้เดินทางเป็นกลุ่ม เพื่อช่วยเหลือกันเวลาฉุกเฉิน
นายแพทย์เจษฎา กล่าวต่อไปว่า ส่วนปัญหาเรื่องไฟฟ้าดูด อาจทำให้บาดเจ็บรุนแรง พิการและเสียชีวิตได้ ซึ่งผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่มักถูกไฟฟ้าดูดในบ้านพักของตนเอง เนื่องจากการใช้อุปกรณ์ไฟฟ้าหรือปลั๊กไฟที่เปียกน้ำ จึงขอให้ประชาชนในพื้นที่น้ำท่วมระมัดระวังและป้องกันตนเอง ดังนี้ 1.ขนย้ายอุปกรณ์ไฟฟ้าและสิ่งของจำเป็นไว้ที่สูงหรือน้ำท่วมไม่ถึง และถอดปลั๊กอุปกรณ์ไฟฟ้าในบ้าน 2.กรณีเป็นบ้านสองชั้นและมีสวิทซ์แยกแต่ละชั้น ให้ปลดสวิทซ์ ตัดกระแสไฟฟ้าเฉพาะชั้นล่างที่น้ำท่วม 3.กรณีน้ำท่วมขังนานและต้องอาศัยอยู่ในบ้าน ให้ใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าชั้นบน
โดยให้เจ้าหน้าที่การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคหรือช่างไฟฟ้าที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญดูระบบไฟฟ้าให้ปลอดภัยก่อน 4.กรณีบ้านชั้นเดียว ให้งดใช้ไฟฟ้าเด็ดขาด โดยเฉพาะขณะตัวเปียกหรือยืนแช่น้ำ แม้ว่าอุปกรณ์เหล่านั้นจะอยู่เหนือระดับน้ำก็ตาม 5.หากน้ำท่วมสูงเกินกว่าปลั๊กหรือเมนสวิทซ์อย่าเดินลุยน้ำ ให้หาวัสดุที่เป็นฉนวนไฟฟ้า เช่น ลังไม้ กล่องพลาสติก เพื่อใช้เป็นทางเดินไม่ให้ร่างกายถูกน้ำ และ 6.ระมัดระวังและดูแลเด็กอย่างใกล้ชิด อย่าให้เล่นน้ำบริเวณใกล้เสาไฟ
หากพบผู้ถูกไฟฟ้าดูดให้ช่วยเหลือเบื้องต้น อย่าใช้มือเปล่าแตะตัวผู้ถูกไฟดูดโดยเด็ดขาด เพื่อป้องกันมิให้ถูกกระแสไฟฟ้าดูดจนได้รับอันตรายไปด้วย และให้ใช้วัตถุที่ไม่เป็นสื่อไฟฟ้า เช่น ผ้า ไม้แห้ง เชือกแห้ง สายยางหรือพลาสติกแห้ง แล้วผลักหรือฉุดตัวผู้ประสบอันตรายให้หลุดออกมาโดยเร็ว หรือใช้ผ้าคล้องหรือให้ผู้มีความรู้ด้านไฟฟ้าปลดสวิทซ์ จากนั้นปฐมพยาบาลเบื้องต้นก่อนนำส่งโรงพยาบาล หรือขอความช่วยเหลือจากหน่วยการแพทย์ฉุกเฉิน โทร 1669 ประชาชนสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมที่สายด่วนกรมควบคุมโรค โทร 1422
ขึ้นด้านบน